

ธนกร วงศ์สุวรรณ
ผู้ที่สนใจคริปโตและสำรวจทุกความเป็นไปได้ที่เทคโนโลยีบล็อกเชนนำเสนอ
Swing Trading ในคริปโทเคอร์เรนซีคืออะไร?
สารบัญ
Swing Trading กลายเป็นกลยุทธ์ที่ได้รับความนิยมมากขึ้นในหมู่นักลงทุนคริปโทเคอร์เรนซีที่ต้องการใช้ประโยชน์จากความผันผวนของตลาด ในบทความนี้ เราจะอธิบายว่า Swing Trading ทำงานอย่างไร รวมถึงข้อดีและข้อเสียของกลยุทธ์นี้ นอกจากนี้ เรายังจะแนะนำอินดิเคเตอร์ที่เหมาะที่สุดสำหรับแนวทางดังกล่าว และอธิบายวิธีทำ Swing Trading อย่างมีประสิทธิภาพ
Swing Trading ทำงานอย่างไร?
Swing Trading ในคริปโทเคอร์เรนซีคือการระบุและใช้ประโยชน์จากการแกว่งตัวของราคาในตลาด ซึ่งแตกต่างจาก Day Trading ที่มีการเปิดและปิดหลายออเดอร์ภายในวันเดียว Swing Trading มุ่งทำกำไรจากการเคลื่อนไหวของราคาที่เกิดขึ้นในช่วงหลายวันไปจนถึงหลายสัปดาห์ แนวทางนี้อาศัยการขึ้นลงตามธรรมชาติของราคาคริปโต ทำให้เทรดเดอร์สามารถทำกำไรจากความเคลื่อนไหวของตลาดในระยะสั้นถึงระยะกลางได้ Swing Trader ใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคเพื่อตัดสินใจอย่างมีข้อมูล โดยให้ความสำคัญกับรูปแบบราคา แนวโน้ม และอินดิเคอร์ต่าง ๆ เพื่อคาดการณ์การเคลื่อนไหวของราคาในอนาคต
ขั้นตอนของ Swing Trading สามารถทำความเข้าใจได้ไม่ยาก:
-
ขั้นตอนที่ 1 ระบุแนวโน้ม Swing Trader เริ่มต้นด้วยการกำหนดแนวโน้มโดยรวมของตลาดว่าอยู่ในภาวะ ขาขึ้น หรือขาลง ขั้นตอนนี้ช่วยให้สามารถเปิดออเดอร์ไปในทิศทางเดียวกับแนวโน้มหลักของตลาดได้
-
ขั้นตอนที่ 2 มองหาจุด Swing เทรดเดอร์จะมองหา Swing High และ Swing Low ซึ่งเป็นจุดสูงสุดและต่ำสุดชั่วคราวของราคา จุดเหล่านี้อาจบ่งบอกถึงโอกาสในการเข้าและออกจากตลาด
-
ขั้นตอนที่ 3 ติดตามและปรับกลยุทธ์ หลังจากเปิดออเดอร์แล้ว Swing Trader จะติดตามสถานะอย่างต่อเนื่อง และปรับกลยุทธ์ตามความจำเป็นโดยพิจารณาจากความเคลื่อนไหวของตลาดและข้อมูลใหม่
-
ขั้นตอนที่ 4 ดำเนินการเทรด เมื่อระบุจุด Swing ได้แล้ว เทรดเดอร์จะส่งคำสั่งซื้อหรือขายตามผลการวิเคราะห์ โดยอาจเปิดสถานะ Long ที่ Swing Low ในช่วงแนวโน้มขาขึ้น หรือเปิดสถานะ Short ที่ Swing High ในช่วงแนวโน้มขาลง
อินดิเคเตอร์ที่ดีที่สุดสำหรับ Swing Trading
ตามที่กล่าวไปแล้ว Swing Trading อาศัย การทำความเข้าใจกราฟและการวิเคราะห์กราฟราคา เพื่อระบุจุดเข้าและออกจากตลาดที่เป็นไปได้ การเลือกใช้อินดิเคเตอร์ที่เหมาะสมสามารถช่วยพัฒนากลยุทธ์การเทรดได้อย่างมาก เนื่องจากอินดิเคเตอร์ช่วยให้คุณเห็นข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับแนวโน้มของตลาด
ด้านล่างนี้คืออินดิเคเตอร์ที่ดีที่สุด 5 รายการสำหรับ Swing Trading โดยแต่ละรายการมีข้อดีเฉพาะตัวที่ช่วยให้คุณตัดสินใจได้อย่างมีข้อมูลมากขึ้น
-
ดัชนี Relative Strength Index (RSI) อินดิเคเตอร์ Momentum ที่ใช้วัดความเร็วและการเปลี่ยนแปลงของการเคลื่อนไหวของราคา ค่าของ RSI จะอยู่ระหว่าง 0 ถึง 100 และสามารถส่งสัญญาณว่าตลาดอยู่ในภาวะซื้อมากเกินไปหรือขายมากเกินไป
-
Moving Average Convergence Divergence (MACD) อินดิเคเตอร์ Momentum ที่ติดตามแนวโน้มและแสดงความสัมพันธ์ระหว่างเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่สองเส้นของราคาคริปโทเคอร์เรนซี ประกอบด้วยเส้น MACD เส้น Signal และ Histogram เส้น MACD คำนวณโดยนำค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบเอ็กซ์โพเนนเชียล 26 วันมาลบออกจากค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบเอ็กซ์โพเนนเชียล 12 วัน ส่วนเส้น Signal คือค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบเอ็กซ์โพเนนเชียล 9 วันของเส้น MACD ขณะที่ Histogram ใช้แสดงความแตกต่างระหว่างเส้น MACD และเส้น Signal ในรูปแบบภาพ
-
Bollinger Bands อินดิเคเตอร์ที่ใช้วัดความผันผวนของตลาดและให้ข้อมูลเกี่ยวกับระดับราคาที่อาจเกิดขึ้น Bollinger Bands ประกอบด้วยเส้นกลาง ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบธรรมดา และเส้นด้านนอกสองเส้นที่แสดงค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเหนือและใต้เส้นกลาง
-
Fibonacci Retracement อินดิเคเตอร์ที่ใช้ระบุระดับซึ่งราคาอาจกลับตัวระหว่างการย่อตัวภายในแนวโน้ม ระดับ Fibonacci Retracement จะแสดงเป็นเส้นแนวนอนที่บ่งบอกแนวรับและแนวต้านที่อาจเกิดขึ้น โดยอ้างอิงจากลำดับ Fibonacci
-
ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่แบบธรรมดาและแบบเอ็กซ์โพเนนเชียล อินดิเคเตอร์ที่ช่วยลดความผันผวนของข้อมูลราคาโดยคำนวณราคาเฉลี่ยในช่วงเวลาที่กำหนด ทำให้เห็นผลกระทบจากความผันผวนระยะสั้นน้อยลงและมองเห็นทิศทางของแนวโน้มโดยรวมได้ชัดเจนขึ้น ประเภทที่ใช้กันมากที่สุดสองประเภทคือ Simple Moving Average หรือ SMA และ Exponential Moving Average หรือ EMA โดย SMA จะคำนวณค่าเฉลี่ยเลขคณิตของราคาภายในจำนวนช่วงเวลาที่กำหนด และให้น้ำหนักแก่ข้อมูลแต่ละจุดเท่ากัน เพื่อช่วยลดความผันผวนระยะสั้นและเน้นแนวโน้มโดยรวม ในทางตรงกันข้าม EMA จะให้น้ำหนักกับราคาล่าสุดมากกว่า จึงตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงล่าสุดของตลาดได้รวดเร็วกว่าและสะท้อนความเคลื่อนไหวของราคาปัจจุบันได้ดีกว่า
อินดิเคเตอร์แต่ละรายการให้ข้อมูลเชิงลึกที่แตกต่างกันเกี่ยวกับแนวโน้มของตลาด Momentum และจุดกลับตัวที่อาจเกิดขึ้น ทำให้เทรดเดอร์สามารถตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผล อย่างไรก็ตาม ไม่มีอินดิเคเตอร์ใดรับประกันความสำเร็จได้ ดังนั้นจึงควรใช้อินดิเคเตอร์หลายรายการร่วมกันเพื่อยืนยันสัญญาณและเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับกลยุทธ์การเทรด นอกจากนี้ การเข้าใจจุดแข็งและข้อจำกัดของอินดิเคเตอร์แต่ละรายการจะช่วยให้คุณนำไปใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

กลยุทธ์สำหรับ Swing Trading
ตามที่คุณทราบแล้ว Swing Trading คือการใช้ประโยชน์จากการเคลื่อนไหวของราคาในระยะสั้นถึงระยะกลางเพื่อสร้างกำไร เพื่อรับมือกับความผันผวนของตลาดคริปโตอย่างมีประสิทธิภาพ เทรดเดอร์จึงใช้กลยุทธ์ต่าง ๆ ที่ออกแบบมาเพื่อใช้ประโยชน์จากการแกว่งตัวของราคา
ด้านล่างนี้คือ 5 กลยุทธ์ Swing Trading ที่ได้รับความนิยมและประสบความสำเร็จมากที่สุดในหมู่เทรดเดอร์คริปโทเคอร์เรนซี
- การเทรดตามแนวโน้ม
นี่เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ Swing Trading ที่เรียบง่ายและใช้กันอย่างแพร่หลายมากที่สุด เป้าหมายหลักคือการระบุแนวโน้มที่กำลังเกิดขึ้นในตลาด ไม่ว่าจะเป็นขาขึ้นหรือขาลง จากนั้นจึงเปิดออเดอร์ไปในทิศทางเดียวกับแนวโน้มนั้น หากคุณเลือกใช้กลยุทธ์นี้ ให้ดำเนินการดังต่อไปนี้:
-
ระบุแนวโน้ม: ใช้อินดิเคเตอร์แนวโน้ม เช่น Moving Average หรือ MA เพื่อกำหนดทิศทางของตลาด แนวโน้มขาขึ้นเกิดขึ้นเมื่อเส้น MA ระยะสั้นอยู่เหนือเส้น MA ระยะยาว ส่วนแนวโน้มขาลงจะเป็นลักษณะตรงกันข้าม
-
กำหนดจุดเข้า: เปิดสถานะ Long ระหว่างแนวโน้มขาขึ้น เมื่อราคาย่อตัวลงมาที่ระดับแนวรับหรือเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ ซึ่งอาจบ่งบอกว่าแนวโน้มจะดำเนินต่อไป ในทางกลับกัน ให้เปิดสถานะ Short ระหว่างแนวโน้มขาลง เมื่อราคาดีดตัวขึ้นไปยังระดับแนวต้าน
-
กำหนดจุดออก: ตั้งเป้าหมายกำไรตาม Momentum ของแนวโน้ม หรือใช้ Trailing Stop เพื่อล็อกกำไรในขณะที่แนวโน้มยังคงดำเนินต่อไป
- การเทรด Breakout
กลยุทธ์นี้มุ่งเน้นการระบุระดับราคาสำคัญที่คริปโทเคอร์เรนซีทะลุออกจากรูปแบบการพักตัวหรือกรอบการซื้อขาย แนวทางนี้มีเป้าหมายเพื่อทำกำไรจาก Momentum ที่เกิดขึ้นหลังการเคลื่อนไหวของราคาอย่างมีนัยสำคัญ หากคุณเลือกใช้กลยุทธ์นี้ ให้ดำเนินการดังต่อไปนี้:
-
ระบุรูปแบบการพักตัว: มองหารูปแบบต่าง ๆ เช่น สามเหลี่ยม ธง หรือสี่เหลี่ยมผืนผ้า ซึ่งบ่งบอกถึงช่วงที่ราคาอยู่ในภาวะพักตัว
-
ยืนยันการ Breakout: ใช้อินดิเคเตอร์ Volume เพื่อยืนยันความแข็งแกร่งของการ Breakout การ Breakout ที่เกิดขึ้นพร้อมกับ Volume การซื้อขายสูงมีแนวโน้มที่จะรักษา Momentum ได้มากกว่า
-
กำหนดจุดเข้า: เปิดสถานะ Long เมื่อราคาทะลุแนวต้านขึ้นไป หรือเปิดสถานะ Short เมื่อราคาทะลุแนวรับลงมา
-
กำหนดจุดออก: ตั้งเป้าหมายกำไรตามความสูงของรูปแบบราคา หรือใช้ Trailing Stop เพื่อเพิ่มโอกาสทำกำไรในขณะที่ราคายังคงเคลื่อนตัวไปในทิศทางของการ Breakout
- การเทรดจังหวะย่อตัว
กลยุทธ์นี้คือการเปิดออเดอร์หลังจากราคาเกิดการกลับตัวชั่วคราวภายในแนวโน้มขนาดใหญ่ ตัวอย่างเช่น ในช่วงแนวโน้มขาขึ้นอย่างต่อเนื่อง เทรดเดอร์อาจซื้อสินทรัพย์เมื่อราคาลดลงชั่วคราวมาที่เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 วัน ก่อนที่แนวโน้มขาขึ้นจะดำเนินต่อไป กลยุทธ์นี้ช่วยให้เทรดเดอร์สามารถเข้าสู่ตลาดด้วยราคาที่ดีกว่า ขณะเดียวกันก็ยังคงเทรดไปในทิศทางเดียวกับแนวโน้มหลัก หากคุณเลือกใช้กลยุทธ์นี้ ให้ดำเนินการดังต่อไปนี้:
-
ระบุแนวโน้มโดยรวม: พิจารณาว่าตลาดกำลังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้นหรือขาลง
-
มองหาจังหวะย่อตัว: มองหาการกลับตัวหรือการพักตัวชั่วคราวภายในแนวโน้ม เช่น ราคาลดลงชั่วคราวในแนวโน้มขาขึ้น หรือราคาดีดตัวขึ้นในแนวโน้มขาลง
-
กำหนดจุดเข้า: เปิดออเดอร์ไปในทิศทางของแนวโน้มหลัก หลังจากการย่อตัวสิ้นสุดลงและแนวโน้มเริ่มกลับมาดำเนินต่อ
-
กำหนดจุดออก: ตั้งเป้าหมายกำไรตาม Momentum ของแนวโน้ม หรือใช้คำสั่ง Stop-Loss เพื่อบริหารความเสี่ยง
- การเทรดตาม Momentum
กลยุทธ์นี้มุ่งเน้นคริปโทเคอร์เรนซีที่กำลังเคลื่อนไหวอย่างรุนแรงไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง พร้อมกับมี Volume สูง การเทรดตาม Momentum มีเป้าหมายเพื่อทำกำไรจากการดำเนินต่อของแนวโน้มราคาที่ได้รับแรงสนับสนุนจาก Sentiment ที่แข็งแกร่งของตลาด หากคุณเลือกใช้กลยุทธ์นี้ ให้ดำเนินการดังต่อไปนี้:
-
ระบุ Momentum ที่แข็งแกร่ง: ใช้อินดิเคเตอร์ เช่น RSI หรือ MACD เพื่อค้นหาคริปโทเคอร์เรนซีที่มี Momentum ขาขึ้นหรือขาลงอย่างชัดเจน
-
ยืนยันด้วย Volume: Volume การซื้อขายที่สูงช่วยยืนยันความแข็งแกร่งของ Momentum และแสดงให้เห็นว่ามีผู้เข้าร่วมตลาดจำนวนมาก
-
กำหนดจุดเข้า: เปิดสถานะ Long เมื่อยืนยัน Momentum ขาขึ้นได้แล้ว หรือเปิดสถานะ Short เมื่อเห็น Momentum ขาลงอย่างชัดเจน
-
กำหนดจุดออก: ปิดออเดอร์เมื่อ Momentum เริ่มอ่อนแรง ซึ่งสามารถสังเกตได้จากอินดิเคเตอร์ที่อ่อนตัวลงหรือราคาเริ่มเข้าสู่ช่วงพักตัว
- กลยุทธ์เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ตัดกัน
กลยุทธ์นี้ใช้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ตั้งแต่สองเส้นขึ้นไปเพื่อสร้างสัญญาณซื้อและขายจากการตัดกันของเส้นเหล่านั้น แนวทางนี้ช่วยให้ Swing Trader สามารถระบุการกลับตัวของแนวโน้มหรือยืนยันแนวโน้มที่อาจเกิดขึ้น หากคุณเลือกใช้กลยุทธ์นี้ ให้ดำเนินการดังต่อไปนี้:
-
เลือกเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่: ชุดค่าที่ใช้กันทั่วไป ได้แก่ เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 50 วันและ 200 วัน หรือที่เรียกว่า “โกลเดนครอส” และ “เดธครอส” “โกลเดนครอส” คือสถานการณ์ที่เส้น MA ระยะสั้น เช่น เส้น 50 วัน ตัดขึ้นเหนือเส้น MA ระยะยาว เช่น เส้น 200 วัน ซึ่งเป็นสัญญาณว่าอาจเกิดแนวโน้มขาขึ้น ส่วน “เดธครอส” คือสถานการณ์ที่เส้น MA ระยะสั้นตัดลงใต้เส้น MA ระยะยาว ซึ่งบ่งบอกว่าอาจเกิดแนวโน้มขาลง
-
กำหนดจุดเข้า: เปิดสถานะ Long เมื่อเกิด “โกลเดนครอส” และเปิดสถานะ Short เมื่อเกิด “เดธครอส”
-
กำหนดจุดออก: ปิดออเดอร์เมื่อเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ตัดกลับในทิศทางตรงกันข้าม หรือเมื่ออินดิเคเตอร์ยืนยันอื่น ๆ ส่งสัญญาณว่าแนวโน้มอาจกลับตัว
การใช้กลยุทธ์ทั่วไปและมีประสิทธิภาพทั้งห้านี้จะช่วยให้ Swing Trader รับมือกับความผันผวนของตลาดคริปโตและใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนแปลงของราคาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ข้อดีและข้อเสียของ Swing Trading
เช่นเดียวกับกลยุทธ์การเทรดประเภทอื่น Swing Trading มีทั้งข้อดีและข้อเสีย การทำความเข้าใจปัจจัยเหล่านี้จะช่วยให้เทรดเดอร์พิจารณาได้ว่า Swing Trading สอดคล้องกับเป้าหมายการลงทุนและระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้หรือไม่
| ด้าน | ลักษณะสำคัญ | |
|---|---|---|
| ข้อดี | ความยืดหยุ่น: Swing Trading ช่วยให้สามารถถือสถานะไว้ได้หลายวันหรือหลายสัปดาห์ จึงมีความยืดหยุ่นสูงโดยไม่จำเป็นต้องติดตามตลาดตลอดเวลา ใช้เวลาน้อยกว่า: เทรดเดอร์ไม่จำเป็นต้องเฝ้าตลาดตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ไม่สามารถใช้เวลาทั้งหมดไปกับการเทรดได้ มีโอกาสสร้างผลตอบแทนสูง: Swing Trader สามารถสร้างกำไรได้มากจากการใช้ประโยชน์จากการปรับตัวขึ้นของราคาอย่างมีนัยสำคัญ ระดับความเครียดต่ำกว่า: การถือสถานะเป็นเวลานานขึ้นช่วยลดแรงกดดันทางอารมณ์ของเทรดเดอร์ มีโอกาสหลากหลาย: Swing Trading สามารถนำไปใช้ได้กับสภาวะตลาดหลายรูปแบบ รวมถึงตลาดที่ทรงตัวและตลาดที่เคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ จึงสร้างโอกาสในการเทรดได้หลากหลาย | |
| ข้อเสีย | ความผันผวนของตลาด: แม้ว่าการเปลี่ยนแปลงของราคาจะสร้างโอกาสทำกำไร แต่ก็เพิ่มความเสี่ยงต่อการขาดทุนจำนวนมากเช่นกัน จำเป็นต้องมีความรู้ทางเทคนิค: ความสำเร็จของ Swing Trading ขึ้นอยู่กับการวิเคราะห์ทางเทคนิคและความเข้าใจอินดิเคเตอร์ต่าง ๆ เป็นอย่างมาก ซึ่งอาจเป็นเรื่องยากสำหรับมือใหม่ ความเสี่ยงข้ามคืนและช่วงสุดสัปดาห์: การถือสถานะข้ามคืนหรือข้ามช่วงสุดสัปดาห์ทำให้เทรดเดอร์เสี่ยงต่อ Gap ของราคาและการเคลื่อนไหวที่เกิดจากข่าวหรือเหตุการณ์นอกเวลาการซื้อขายปกติ อาจพลาดโอกาส: Swing Trader อาจพลาดแนวโน้มขนาดใหญ่หรือความเคลื่อนไหวของราคาที่รวดเร็ว ซึ่ง Day Trader หรือนักลงทุนระยะยาวอาจสามารถทำกำไรได้ ต้องมีวินัยและความอดทน: Swing Trading ต้องอาศัยวินัยอย่างมากในการปฏิบัติตามแผนการเทรด รวมถึงความอดทนในการรอโอกาสที่เหมาะสม ซึ่งอาจรักษาไว้ได้ยากอย่างต่อเนื่อง |
Swing Trading เป็นแนวทางที่สร้างสมดุลระหว่างการเทรดความถี่สูงอย่าง Day Trading และ Scalping กับการถือการลงทุนในระยะยาว ด้วยการใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิคและการทำความเข้าใจแนวโน้มของตลาด กลยุทธ์นี้สามารถช่วยให้เทรดเดอร์รับมือกับความผันผวนของตลาดคริปโตและใช้ประโยชน์จากการแกว่งตัวของราคาได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้ว่า Swing Trading จะมีความยืดหยุ่นและสามารถสร้างผลกำไรได้ดี แต่ก็มีความเสี่ยงโดยธรรมชาติที่ต้องได้รับการบริหารอย่างรอบคอบ รวมถึงต้องอาศัยความเข้าใจที่ชัดเจนเกี่ยวกับอินดิเคเตอร์ทางเทคนิค ไม่ว่าคุณจะเป็นเทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์หรือเป็นมือใหม่ในตลาดคริปโต Swing Trading ก็สามารถเป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ที่มีประโยชน์ในชุดเครื่องมือการเทรดของคุณได้ ตราบใดที่คุณใช้กลยุทธ์นี้ด้วยความรู้และวินัยที่เหมาะสม
เทรดคริปโตยอดนิยม เข้าถึงคริปโตที่กำลังมาแรง กราฟเรียลไทม์ และการดำเนินการที่รวดเร็วบน Cryptomus
บทความนี้เป็นประโยชน์สำหรับคุณหรือไม่? คุณคิดเห็นอย่างไรเกี่ยวกับ Swing Trading? มาร่วมพูดคุยกันในส่วนความคิดเห็น!
ทำให้การเดินทางสู่ Crypto ของคุณง่ายขึ้น
อยากเก็บ ส่ง รับ เดิมพัน หรือซื้อขายคริปโทเคอร์เรนซีใช่ไหม? Cryptomus ทำได้ทุกอย่าง — สมัครและจัดการกองทุนคริปโทเคอร์เรนซีของคุณด้วยเครื่องมืออันแสนสะดวกของเรา
เริ่มต้นใช้งาน



